COWBOY CORNER THE EN SMANG
13-Aug-2016 , 08:40:22 am

Home  |   COWBOY CORNER THE EN SMANG


เรือในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ได้บรรทุกลำเลียงชาวผิวดำซึ่งถูกจับเป็นทาส ภายใต้ความเหนื่อยล้า เจ็บปวด ความเศร้า และ สิ้นหวัง จึงได้มองหาสิ่งรอบข้าง เพื่อคลายความโศกให้แก่พวกเขา สัตว์ที่ลำเลียงมาได้ล้มตาย เนื่องจากอดอาหาร ด้วยความคิดสร้างสรรค์ พวกเขานำกระดองเต่าและไม้ มาทำเป็นโครง ใช้หนังสัตว์ที่ตายมาหุ้ม ขึ้นสายด้วยหางสัตว์ ก่อกำเนิดเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้คลายความเหงา บรรเทาความเศร้า ด้วยเสียงที่ไพเราะ จังหวะที่สนุกสนาน แบนโจจึงกำเนิดขึ้น และเป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบัน

ผมเริ่มเล่นดนตรีได้ตอนทำงานอยู่ร้าน ‘Sweet Room’ ที่เชียงใหม่ สมัยเรียนอยู่ สถาปัตย์ อุปกรณ์เครื่องใช้ราคาแพงที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน ผมก็ต้องหางานทำ ไปเดินๆ ดูเห็นรับสมัครพนักงานตอนกลางวัน เค้าก็บอกให้มาตอนเย็น เค้าถามว่าจะมาทำอะไร ก็บอกเค้าไปว่า ทำอะไรก็ได้ พอตอนเย็นไปที่ร้าน (สมัยนั้นเรียนภาคค่ำเลิก 2 ทุ่ม) พอไปถึงร้านก็ตกใจนึกว่ามาผิดร้านหรือป่าว มีแต่นักดนตรี เค้าก็เรียกให้ไปหลังร้าน หน้าที่แรกตอนนั้นอยู่ในห้องน้ำคอยดูแลทำความสะอาดห้องน้ำ แต่มีม่านกั้น พอทำความสะอาดเสร็จก็จะไปยืนแง้มม่าน ดูพี่ๆ เล่นดนตรี หน้าที่ประจำเลิกงานตอน 5 ทุ่ม แต่ก็ยังไปช่วยล้างจานเก็บโน้นเก็บนี้ เค้าเห็นว่าขยัน และเค้าก็สงสัยว่ามาเกาะดูทำไม ก็บอกไปว่า เห็นพวกพี่เล่น ผมก็อยากเล่นเป็น พวกพี่ๆ ก็ค่อยๆ สอนทีละนิด ตอนนั้นนักดนตรีที่ร้านก็มี พี่ภาสกร ณ เชียงใหม่ ฉายา จอห์น เดนเวอร์ เมืองไทย พี่จรัล มโนเพ็ชร , ภูสมิง หน่อสวรรค์ , กุ้ง กิตติคุณ พี่พวกนี้อายุก็จะห่างจากผมประมาณ 2 ปี หัดเล่นเองบ้าง ครูพักลักจำบ้าง โชคดีพวกพี่ๆ ไม่หวงวิชา เล่นอะไรไม่ถูก เค้าก็มาจับนิ้วผม ว่าต้องจับอย่างนี้ ตีมือบ้าง เขกหัวบ้าง หัดผมเหมือนเด็ก

สำหรับเพลง Dust In the Wind ของวง Kansus สมัยผมเรียนอยู่ตีนดอยอยู่แถวห้วยแก้ว (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่ ปัจจุบัน) ที่พักผมอยู่ตรงห้วยแก้ว แถวสวนสัตว์ เช่าบ้านอยู่เป็นหลัง ตอนผมเรียนจะมีตู้โทรศัพท์อยู่หนึ่งตู้หน้าวิทยาลัยมีอยู่ตู้เดียว แล้วนักศึกษาสถาปัตย์ จะอยู่หลังสุด นอกประตูวิทยาเขตด้วยซ้ำ เพราะไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาอะไรของทางวิทยาลัยสักอย่าง ใส่ยีนส์เสื้อขาวนักศึกษา รองเท้าสีแดง ผมยาว ก็เลยไม่อยากให้มันผ่านด้านหน้าวิทยาลัย หอพักผมอยู่หลังวิทยาลัย ยุคนั้นมีคลื่นวิทยุ ของกองทัพอากาศ ที่มี พี่ธีรศักดิ์ พุฒตาล พี่เค้าจัดเป็นแนวสากล ช่วง 4 โมงเย็น แล้วผมอยากฟังเพลง Dust In the Wind ผมอยู่หลังวิทยาลัย ผมก็วิ่งไปหน้าวิทยาลัย ตอนบ่าย 3 โมงครึ่ง เห็นตู้โทรศัพท์สาธารณะคิวยาว และมีเพียงตู้เดียวเท่านั้น กลัวว่าจะไม่ทันได้ขอเพลง เห็นเพื่อนถือถุงน้ำแข็ง เลยเอามาทาที่ตา (ทำเหมือนร้องไห้)

“แม่ผม ไม่ไหวแล้ว แม่ผมไม่ไหวแล้ว” ผมวิ่งไปพร้อมตะโกนเสียงดัง

“เป็นอะไร เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” คนต่อคิวโทรศัพท์สาธารณะตะโกนถาม

“ทางบ้านให้ผมโทรกลับด่วน” ผมตอบไปพร้อมทั้งน้ำตาไหล (จากก้อนน้ำแข็งที่ป้ายตา) เมื่อเข้าในตู้โทรศัพท์สาธารณะหยอดเหรียญได้ ก็โทรหารายการวิทยุทันที

“พี่ธีรศักดิ์ ครับ ผมปิวนะครับ ขอเพลง Dust In the Wind หน่อยครับ 4 โมงครึ่ง เหมือนเดิมนะครับ”

“ออ รู้แล้ว” พี่ธีรศักดิ์ตอบ

ช่วงนั้น เครื่องเล่นเทปมาใหม่ๆ เราก็มีเทปอยู่ม้วนเดียว พอถึง 4 โมงครึ่ง

“เอ๊าที่ขอเพลงไว้พร้อมรึยังไอ้ปิว” พี่ธีรศักดิ์พูดผ่านวิทยุ

ตอนนั้นก็รู้กัน นับ 1 2 3 เราก็กดอัดบันทึก คืนนั้นก็ยาวเลยไม่ได้หลับหัดเล่นอย่างเดียว คำร้องได้บ้าง ไม่ได้บ้างเขียนไว้ก่อน พอถึงซัก 2 ทุ่ม ก็เอาไปให้ลูกค้าที่เป็นฝรั่งซึ่งเป็นลูกค้าประจำช่วยดูให้ กว่าจะได้แต่ละเพลง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่เหมือนสมัยนี้

ยุคหนึ่ง นิยมอูคูเลเล่ บ้านไหนไม่มีล่ะแย่ ก็มีไว้เล่นกันทุกบ้านทุกเรือน พอหมดยุค ก็กลายเป็น “เอากูมาร่อนเร่” หมดความนิยม ดนตรีไม่มีค่าเราต้องรู้ความหมาย รู้ที่มาของเพลง ยุคหนึ่งที่คาเฟ่รุ่งเรือง นักร้องผู้หญิงจะให้คนแกะตัวโน๊ต เพลง Why Do I love You So ซึ่งเป็นเพลงเศร้า แต่ทำนอง ค่อนข้างเร็ว นักร้องคนนั้นก็ร้องยิ้มร่าเริง โดยไม่เข้าใจถึงเนื้อหาเพลง เพราะเดี๋ยวเพลงใหม่ก็มาอีกแล้ว แต่สำหรับผมเพลงไหนก็เพลงนั้น 300 กว่าเพลง จำอยู่ในหัวถึงทุกวันนี้

พี่ปิวไม่ได้มีความสามารถแค่เรื่องดนตรีเท่านั้น ที่ร้าน Cowboy Corner ยังเป็นพ่อครัวลงมือทำสเต๊กด้วยตัวเอง รวมไปถึงน้ำเกรวี่ด้วย และกาแฟสดที่พี่ปิวบอกว่าเปิดเป็นเจ้าแรกๆ ของจังหวัดลำปาง พี่ปิวพิถีพิถันใส่ใจและใส่วัฒนธรรมคาวบอย ลงไปด้วย ผับหรือบาร์ ของร้านสไตล์คาวบอยจะมีระฆังห้อยอยู่ ถ้าคุณเผลอไปสั่นระฆังนั้นเข้า
นั้นหมายถึง คุณจะต้องเลี้ยงคนทั้งร้าน วัฒนธรรมคาวบอย จะคลายเครียดจากการทำงาน หากไม่ใช่การพนันก็เข้าบาร์ เมื่อมีคนได้เงินจากการเล่นการพนัน ก็จะฉลองด้วยการ สั่นระฆังเลี้ยงคนทั้งร้าน เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของร้านสไตล์คาวบอย

“พี่ขอพูดในฐานะคนรู้จักกันนะ ถ้าเป็นตะวันตก การนำมีดหั่นสเต๊กเข้าปากถือเป็นการกระทำที่ไม่สุขภาพ แต่ในทางกลับกัน หากคุณพยายามใช้ส้อมตักน้ำเกรวี่ที่ลาดบนเนื้อสเต๊กกิน นั้นยิ่งจะทำให้เจ้าของร้านรู้สึกภาคภูมิใจ”

ก่อนจากกันพี่ปิวได้ทิ้งมุขตลกส่งท้ายด้วยว่า “ผมรักในคาวบอยแค่ไหนดูซิ ยาแก้ไอ ผมยังต้องจิบ ยาแก้ไอ อาปาเช่เลย”