ดอยม่อนจอง ยอดดอยหัวสิงห์ - เชียงใหม่
13-Aug-2016 , 10:25:45 pm

Home  |   ดอยม่อนจอง ยอดดอยหัวสิงห์ - เชียงใหม่


สำหรับขาลุย คงกำลังมองหายอดดอยที่ไหนสักแห่ง เพื่อไปสัมผัสอากาศหนาว มองดูพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกเพื่อเติมพลังชีวิตกันเป็นแน่แท้ ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหนดีแล้วละก็ อยากจะนำเสนอที่นี่เลย “ดอยม่อนจอง” 1 ใน 10 ยอดดอยที่สูงที่สุดของเมืองไทย ตั้งอยู่บนทิวเขาถนนธงชัยตอนกลาง ครอบคลุมอำเภออมก๋อย และที่ยอดสูงสุดของดอยม่อนจองเรียกกันว่า “หัวสิงห์” มีความสูงอยู่ที่ 1,929 เมตรจากระดับน้ำทะเล เชื่อได้เลยว่า ถ้าใครได้ไปสัมผัสสักครั้งจะประทับใจไปนานแน่ๆ เพราะยอดดอยม่อนจอง ถือได้ว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แถมทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ระหว่างทางเดินขึ้นไปยังหัวสิงห์จะมีทุ่งหญ้าสีเหลืองทองกว้างใหญ่ ที่เห็นแล้วหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว และที่สำคัญ ในช่วงเดือนธันวาคม ถึงมกราคม ดอกกุหลาบพันปี ก็จะบานสะพรั่งตลอดไหล่เขาที่เดินผ่าน ซึ่งหาชมได้ยาก และว่ากันว่า ต้นที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยอยู่ที่ยอดดอยม่อนจองแห่งนี้อีกด้วย

บนยอดดอยม่อนจอง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ต้องเตรียม เต็นท์ เครื่องกันหนาว อาหารและ ที่สำคัญต้องพกไฟฉายและน้ำดื่มติดตัวไปด้วย แต่ก่อนจะขึ้นไปก็ต้องติดต่อขออนุญาตกับหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอกันซะก่อน ถึงจะขึ้นไปได้ เพราะจะต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางขึ้นไปด้วย ขึ้นเองไม่ได้นะ และต้องจ้างรถขับเคลื่อนสี่ล้อไปส่งยังจุดเริ่มต้นเดินเท้า ซึ่งห่างจากที่ทำการหน่วยฯ ประมาณ 16 กิโลเมตร รวมถึงสามารถติดต่อจ้างลูกหาบช่วยแบกของขึ้นไปด้วยได้แต่ถ้าใครอยากได้อรรถรสของการเดินป่าจะแบกขึ้นเองก็ได้ครับ

เมื่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันโตลัดเลาะมาตามไหล่เขา พาเรามาถึงจุดเริ่มต้นเดินเท้า ก็จัดเตรียมสัมภาระแบกขึ้นหลังให้พร้อมกับการเดินขึ้น ที่ต้องเดินเท้าด้วยระยะทางราว 6 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ระหว่างทางก็ผ่านป่าหลายรูปแบบหลายอรรถรส ทั้ง ป่าทึบ ป่าหญ้า ป่าสน ป่าสาบเสือที่สูงท่วมหัวซึ่งหาดูได้ยาก เมื่อเดินขึ้นไปถึงข้างบนจะมีจุดกางเต็นท์ 2 จุดหลัก จุดหนึ่งจะถึงก่อนเป็นเนินอยู่กลางป่าเลยไม่มีธารน้ำ ส่วนอีกจุดหนึ่งจะใกล้ธารน้ำแต่ต้องเดินข้ามเขาไปอีกลูก คือถ้าใกล้มืดที่จุดไหนพี่เจ้าหน้าที่คนนำทางจะพาเรากางเต็นท์กันจุดนั้นก่อนเลย ถ้าขึ้นไปถึงเร็วก็จะได้มีโอกาสชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากๆ จากจุดที่ไม่ไกลจากจุดกางเต็นท์มากนัก ถือว่าโชคดี 2 ชั้นที่ได้ชมทั้งพระอาทิตย์ตกในตอนเย็นและพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น และสาเหตุที่เราต้องรีบกางเต็นท์กันก็เพราะ ข้างบนจะมืดเร็วและหนาวมาก ต้องรีบก่อไฟ หุงหาอาหารกัน แล้วนั่งผิงไฟ สู้กับอากาศที่หนาวเหน็บแบบว่าหนาวไปถึงกระดูก เครื่องกันหนาวได้ใช้คุ้มแน่ๆ และเพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ควรนอนแต่หัวค่ำ เพราะตีสี่กว่าๆ เราก็ต้องรีบตื่นแล้วเดินกันต่อ เพื่อจะไปให้ทันชมพระอาทิตย์ขึ้น ช่วงนี้แหละพระเอกอย่างไฟฉายจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเราต้องเดินฝ่าความมืด ขึ้นเขาลงห้วยกันอีกนิด ปีนป่ายกันอีกหน่อย แถมยังมีเดินเลาะเลียบไหล่เขาสูง โดยมีพี่เจ้าหน้าที่คอยนำทางเราไป เมื่อขึ้นไปถึงยอดดอยม่อนจองแล้ว ต้องบอกว่าที่นี่คือดินแดนแห่งสรวงสวรรค์จริงๆ ทุ่งหญ้ากว้างๆ อากาศเย็นสบาย หมอกจางๆ ทิวเขาสลับซับซ้อนไกลสุดลูกหูลูกตา เราก็คงไม่รอช้า ตั้งกล้องนั่งรอพระอาทิตย์ที่สวยที่สุด ที่กำลังจะแหวกผ่านเมฆหมอก โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาให้ได้ยลโฉม บอกได้เลยว่าเป็นภาพที่ประทับตาประทับใจมากที่สุดอีกภาพหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อเริ่มสว่างเราก็เดินกันต่ออีกนิดผ่านทุ่งกุหลาบพันปีที่เรียงรายตามไหล่เขาไปถึงจนถึง “หัวสิงห์” จุดสูงสุดของดอยม่อนจอง หลังจากเก็บเกี่ยวความสุข เติมเต็มพลังชีวิตกันเต็มอิ่ม เราก็จะเดินกลับมาที่พัก ระหว่างทางขากลับนี่แหละ เราจะพบกับทุ่งหญ้ากว้างที่เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบจนเป็นสีเหลืองทองอร่ามกว้างใหญ่มาก จนอยากจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งกันเลยทีเดียว ตรงจุดนี้พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า เขาเรียกว่า “สนามกอล์ฟช้าง” ซึ่งเป็นอีกจุดไฮไลต์ของดอยม่อนจองเลยทีเดียว

จากนั้นเราก็จะเดินกลับมายังที่พัก เพื่อเก็บสัมภาระลงกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับ รวมทั้งเก็บความสุขและรอยยิ้มที่เต็มอิ่มกลับลงไปด้วย และที่ลืมไม่ได้เลย คงเป็นขยะที่เราแบกขึ้นไปก็ต้องแบกลงมาทิ้งด้านล่างด้วย อย่าทิ้งอะไรไว้ ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าแห่งความทรงจำเท่านั้นพอ

ถึงดอยม่อนจองนี้จะไปได้ไม่ยาก แต่ต้องบอกกันก่อนว่า ดอยม่อนจองนี่ไม่ได้เปิดใช้ชมกันทั้งปีนะ จะเปิดให้เที่ยวชมแค่ช่วงเดือพฤศจิกายนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น หลังจากนั้นจะปิดให้เจ้าของบ้านอย่างสัตว์ป่าได้อยู่กับธรรมชาติและออกหากินอย่างอิสระ แล้วยังเรื่องของสภาพอากาศที่เสี่ยงต่อไฟป่าอีกด้วย

สำหรับการเดินทางมายังมายังดอยม่อนจอง มาได้ทั้งรถประจำทางและรถยนต์ส่วนตัว หากเป็นรถประจำทางสามารถมาได้สองทาง คือ กรุงเทพ-ฮอด และ กรุงเทพ-เชียงใหม่ จากนั้นก็ต่อรถโดยสารสีฟ้าเชียงใหม่-อมก๋อย แต่ต้องคำนวณเวลาดีๆ เพราะรถโดยสาร เชียงใหม่-อมก๋อย วิ่งวันละ 2 รอบ เช้ากับบ่ายเท่านั้น และจากอมก๋อยจะมีสองแถวท้องถิ่นวิ่งผ่าน หน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ หรือจะเหมารถขึ้นไปก็ได้ แต่ถ้ารถยนต์ส่วนตัวแล้วก็ง่ายมาก สามารถขับมาจากตัวเมืองเชียงใหม่ ก็มุ่งหน้าผ่านมาทางอำเภอจอมทอง เข้าสู่อำเภอฮอด มาถึงอำเภออมก๋อย จากตัวอำเภออมก๋อย จะมีทางเลี้ยวซ้ายมาประมาณ 40 กิโลเมตร เพื่อไปยังหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอและติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุญาตขึ้นดอย และติดต่อใช้บริการเจ้าหน้าที่นำทาง ลูกหาบ และรถขับเคลื่อนสี่ล้อได้ที่หน่วยได้เลย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมบัติ อ่อนสะอาด หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ โทร.085 708 7441